มาตรฐานอีเลิร์นนิ่ง SCORM

บทนำ
ปัจจุบัน ICT ได้เข้าไปมีบทบาทในเรื่องการเรียนการสอน การฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง ถือเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งในการพัฒนาบุคคลากร ตลอดจนประชากรของประเทศ ดังนั้นอีเลิร์นนิ่งจึงถูกให้ความสำคัญระดับต้นๆ ในการลงทุน เพื่อสร้างทรัพยากรบุคคลและองค์ความรู้ของ องค์กร ถ้าพิจารณาตัวเลขที่น่าสนใจในส่วนแบ่งตลาดการลงทุนในอีเลิร์นนิ่งของสหรัฐฯ ในปี 2545 จากข้อมูลการวิเคราะห์ตลาดของ Brandon-hall.com ดังแสดงในกราฟรูปที่ 1 จะเห็นว่า มูลค่าตลาดโดยรวมในปี 2545 มากถึง 10.3 พันล้านดอลล่าร์ (มากกว่า 4 แสนล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับครึ่งหนึ่งของงบประมาณของประเทศเรา) และเป็นที่น่าสนใจ คือ เกือบ 50% เป็นการลงทุนของภาคธุรกิจและบริษัท และถ้า ดูแนวโน้มการคาดการณ์ของตลาดอีเลิร์นนิ่งในสหรัฐฯ จากแหล่งข้อมูลเดียวกัน

ซึ่งจะเห็นมูลค่าทางการตลาดโดยรวมเพิ่ม ขึ้นอีก 8 เท่าในปี 2549 เมื่อเทียบกับปี 2545 ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ตลาดอีเลิร์นนิ่ง เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมาตรฐานอีเลิร์นนิ่งเกิดขึ้นและถูกนำไปใช้เพิ่มขึ้น จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุนในเทคโนโลยี ดังกล่าว

ความเป็นมาของมาตรฐาน
โดย ปกติความต้องการให้มีมาตรฐานเกิดจากผู้บริโภคที่ต้องการลงทุนเทคโนโลยีที่ เป็นมาตรฐานเข้ากันได้กับเทคโนโลยีหลายๆ บริษัท ไม่ผูกติดกับเทคโนโลยีของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ในขณะที่ผู้ผลิตเองก็ต้องการแสวงหาพันธมิตร ร่วมกันผลิตสินค้าที่ใช้ร่วมกันได้เพื่อสร้าง ความมั่นใจให้ผู้บริโภค แต่ขบวนการในการสร้างมาตรฐานมีขั้นตอนที่ซับซ้อนพอสมควร และใช้ทุนเป็นจำนวนมาก ดังแสดงในรูป

จาก รูปข้างต้น ขบวนการสร้างมาตรฐานอีเลิร์นนิ่งเริ่มมาจากแนวคิดที่ R&D และความต้องการของผู้บริโภค บริษัทผู้ผลิตจึงรวมตัวกัน ก่อตั้งเป็นสมาคมหรือชมรม (Consortium) เช่น AICC, IMS, หรือ ARIADNE เพื่อร่วมกันร่างข้อกำหนดทางเทคนิค (Draft Technical Specification) ขึ้น จากนั้น จึงมีการจัดตั้งหน่วยงานเป็นกลาง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหน่วยงานของรัฐดำเนินการนำร่างข้อ กำหนดมาทดสอบ (Test-based) และทดลองสร้างรูปแบบตั้งต้น (Prototype) และจึงออกข้อกำหนดที่ถือว่าอ้างอิงได้ (คือทดสอบเป็นผล สำเร็จแล้ว) เรียกว่า Reference Model หน่วยงานดังกล่าวได้แก่ ADL ของรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นต้น จากนั้นหน่วยงานที่เป็นกลางระหว่าง ประเทศ เช่น IEEE หรือ ISO จึง approve ออกมาเป็นมาตรฐานต่อไป

มาตรฐานอีเลิร์นนิ่งในปัจจุบันไปถึงไหน
ผล งานที่สำคัญที่สุดของการกำหนดมาตรฐานอีเลิร์นนิ่ง มีด้วยกัน 3 เรื่อง คือ เรื่องแรกเป็นการกำหนดคำอธิบายข้อมูล ที่ใช้ในการสร้าง เนื้อหา เราเรียกว่า Metadata ในปัจจุบัน IEEE ได้ออกประกาศเป็นมาตรฐานแล้ว เรียกว่า มาตรฐาน LOM (Learning Object Metadata) หรือ IEEE 1484.12.1 และข้อกำหนดของ SCORM ก็ได้นำ LOM มาใช้เรื่องที่สอง เป็นเรื่องการทำ Content packaging เพื่อความสะดวกในการย้ายเนื้อหาจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบ เราอ้างอิงถึงการทำ Packaging ตามข้อกำหนด IMS (EDUCAUSE Institutional Management System Project) และ SCORM ก็ใช้ข้อกำหนดนี้เช่นกันในการทำแพ็คเกจและเรื่อง สุดท้ายเป็นข้อกำหนดของวิธีการติดต่อสื่อสารกันระหว่าง Content กับ LMS ซึ่ง SCORM ได้ปรับปรุงข้อกำหนดดังกล่าวมาจากข้อกำหนด ของ AICC (Aviation Industry CBT Committee) เห็นได้ชัดว่า ข้อกำหนดของ SCORM นอกจากจะเป็นข้อกำหนดที่ผ่านการทดสอบ ในเชิงปฏิบัติแล้ว ยังรวมเอาข้อกำหนดหลักๆ จากข้อกำหนดอื่นเข้ามาร่วมกัน จึงทำให้ข้อกำหนด SCORM เป็นที่ยอมรับกันมากที่สุดทั้งผู้ผลิต และผู้ใช้ระบบอีเลิร์นนิ่ง

ข้อกำหนด SCORM คืออะไร ?
SCORM ย่อมากจาก Sharable Content Object Reference Model ซึ่งเริ่มต้นพัฒนามาจากกระทรวงกลาโหม สหรัฐฯ (DOD) เพื่อศึกษาปัญหาของความไม่เข้ากัน (Incompatibility) ของระบบอีเลิร์นนิ่ง และเนื้อหาวิชา ที่พัฒนาแตกต่าง แพลตฟอร์มกัน ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ DOD จึงรวบรวมข้อกำหนด ที่พัฒนาก่อนหน้ามาเข้าด้วยกัน ทั้งของ IMS และ AICC เพื่อที่จะออกเป็นข้อกำหนด อีเลิร์นนิ่งกลาง ผลจากความพยายาม จึงมีการตั้งหน่วยงานร่วมมือกันระหว่าง DOD, รัฐบาล, ภาคเอกชนและภาคการศึกษา จัดตั้งสถาบันที่ ี่เรียกว่า ADL (Advanced Distributed Learning, www.adlnet.org) เมื่อปี 1997 และได้ออกข้อกำหนดแรกในเวอร์ชั่น 1.0 เมื่อปี 2000 แต่เวอร์ชั่นที่ประสบความสำเร็จเป็นที่ยอมรับกันคือ ข้อกำหนด SCORM Version 1.2 ซึ่งออกเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2001

ได้ประโยชน์ทางธุรกิจอย่างไรจาก SCORM
ประโยชน์ ที่ได้จากการประยุกต์ใช้มาตรฐานอีเลิร์นนิ่ง โดยเฉพาะการนำข้อกำหนดของ SCORM มาใช้ในหน่วยงาน ทำให้ระบบมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ค่าใช้จ่ายน้อยลง ลดความเสี่ยงของการลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพ การเรียนรู้ในภาพรวม และทำให้ผลตอบแทนการลงทุน
ดีขึ้น (ROI) ซึ่งจะได้แจกแจงรายละเอียดต่อไป

เพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย
SCORM ทำให้ธุรกิจและการพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะ
1. นำเนื้อหามาใช้ได้ใหม่ (Reuse Content) ทำให้การพัฒนาเนื้อหารวดเร็วขึ้น โดยเมื่อพัฒนาขึ้นเรื่องหนึ่งสามารถนำไปใช้กับผู้เรียน ที่ต่างกัน หรือวิชาอื่นๆ ได้ ทำให้ลดระยะเวลาในการพัฒนา
2. เนื้อหาสามารถใช้ร่วมกันระหว่างระบบได้ (Share Content) การใช้ข้อกำหนด SCORM ทำให้การ Integrate ระบบง่ายขึ้นทั้ง ในปัจจุบันและในอนาคต ช่วยป้องกันการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และค่าใช้จ่ายในการเป็นเจ้าของ (Cost of Ownership) ถูกลงบทเรียน ตามข้อกำหนด SCORM สามารถใช้ร่วมกับระบบที่เข้ากันได้ (Compliant) กับ SCORM ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
3. ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบทเรียน (Content Maintenance) โดยที่องค์กรสามารถปรับปรุงเนื้อหาบทเรียนได้เอง
(in-house) สามารถเลือกใช้เครื่องมือได้หลากหลาย โดยไม่ติดกับซอฟต์แวร์ใดๆ หรือผู้ผลิตรายใด ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบท เรียนขององค์กรถูกลง
4. ทำให้การลงทุนในเทคโนโลยีเกิดประโยชน์สูงสุด (Maximize Technology investment) เพราะจากเนื้อหาบทเรียน ในมาตรฐาน SCORM สามารถใช้งานได้ดีกับ LMS ใดๆ ตามมาตรฐาน SCORM ด้วยกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อทั้ง Content และ LMS จากผู้ผลิตรายใดก็ได้ที่ได้มาตรฐาน
5. สามารถหลีกเลี่ยงซอฟต์แวร์ที่ใช้สร้างเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจง (Proprietary Authoring Tools) เนื่องจาก Content ตามข้อ กำหนด SCORM เป็น Web based Content จึงสามารถใช้ HTML tool ไปสร้าง Content ได้ เป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ซอฟต์แวร์ เฉพาะเจาะจงใดๆ สร้าง Content
6. ฝึกหัดผู้พัฒนา Content ได้เร็วกว่า (Train developer faster) เนื่องจาก การนำ SCORM ไปใช้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ ในอนาคตเราสามารถหาผู้ผลิต ผู้พัฒนา Contentได้โดยง่าย พร้อมกับใน ความรู้ และทักษะของ SCORM ก็จะเผยแพร่ออกไปอย่าง กว้างขวางง่ายต่อการหาคู่มือ ตำรา และเอกสารการฝึกอบรม

ลดความเสี่ยงของการลงทุน
โดยวิสัยทัศน์ของ SCORM ได้ถูกออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงในทางธุรกิจและการพัฒนา เนื่องจากมันถูกออกแบบให้ Content มีความสามารถทั้ง Portability, Durability และ Interoperability
1. ลงทุนสร้าง Courseware โดยเทคโนโลยีมีอนาคต (Future-proof) เพราะข้อดีของ Courseware ที่สร้างข้อกำหนด SCORM ไม่ว่าผู้ใดสร้าง สร้างให้ใคร หรือสร้างเพื่อใช้กับแพลตฟอร์มใด มันต้องสามารถใช้งานร่วมกับระบบที่อยู่บนพื้นฐาน SCORM อย่างไม่มีปัญหาใดๆ ในอนาคต
2. ลดความเสี่ยงอันเนื่องจากการขึ้นอยู่กับเครื่องมือหรือเทคโนโลยีเฉพาะเจาะจงใดๆ (Technology Proprietary)
3. ลดค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบ เพราะการลงทุนในมาตรฐานเทคโนโลยีเป็นการช่วยให้มั่นใจว่า การเปลี่ยนระบบใหม่ทั้งฮาร์ดแวร์ ์และซอฟต์แวร์ในอนาคตจะใช้ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด
4. ลดความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีล้าสมัย (Obsolescence risk)

เพิ่มประสิทธิภาพของผู้เรียน
เนื้อหา SCORM และ LMS ช่วยทำให้องค์กรสามารถสร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพในการเรียน โดยใช้เทคนิคใหม่ๆ ในการออกแบบ เนื้อหาและความสามารถของ LMS เช่น ระบบการติดตามผลการเรียน ระบบนำส่งเนื้อหาที่เหมาะสม การออกแบบเนื้อหาเชิงวัตถุ ฯลฯ
1. หลักสูตรสามารถปรับให้เหมาะสมกับบุคลิกของผู้เรียนได้
2. เพิ่มความสามารถการใช้งานของผู้เรียน
3. สามารถใช้ข้อมูลของผลการเรียนเพื่อเพิ่มแรงจูงใจแก่ผู้เรียน

สรุป
มาตรฐานอีเลิร์นนิ่งมีความจำเป็นและเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน เนื่องจากทำให้การใช้เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้นลดอัตราเสี่ยงใน การลงทุนและยังทำให้ผู้เรียนมีความสะดวกสบายขึ้น ข้อกำหนด SCORM ถือว่าเป็นมาตรฐานทางอีเลิร์นนิ่งที่นำมาใช้แพร่หลายที่สุด ในปัจจุบัน


ข้อมูลจาก http://www.thai2learn.com/

ลิ้งค์สำคัญที่เกี่ยวข้อง

สร้าง SCORM ด้วย exe แล้วนำเข้า

การสร้าง SCORM ด้วย reload แล้วนำเข้า

มาตรฐาน scorm

1 comment to มาตรฐานอีเลิร์นนิ่ง SCORM

  • สรวีย์ บรรลือทรัพย์

    ข้อกำ​หนด​ SCORM ​คืออะ​ไร​?

    SCORM ​ย่อมาก​จาก​ Sharable Content Object Reference Model ​ซึ่ง​เริ่มต้นพัฒนามา​จาก​กระทรวงกลา​โหม​ ​สหรัฐฯ​ (DOD) ​เพื่อศึกษาปัญหาของ​ความ​ไม่​เข้า​กัน​ (Incompatibility) ​ของระบบอี​เลิร์นนิ่ง​ ​และ​เนื้อหาวิชา​ ​ที่พัฒนา​แตกต่าง​ ​แพลตฟอร์ม​กัน​ ​ไม่​สามารถ​ใช้​ร่วม​กัน​ได้​ DOD ​จึง​รวบรวมข้อกำ​หนด​ ​ที่พัฒนาก่อนหน้ามา​เข้า​ด้วย​กัน​ ​ทั้ง​ของ​ IMS ​และ​ AICC ​เพื่อที่​จะ​ออก​เป็น​ข้อกำ​หนด​ ​อี​เลิร์นนิ่งกลาง​ ​ผล​จาก​ความ​พยายาม​ ​จึง​มีการตั้งหน่วยงานร่วมมือ​กัน​ระหว่าง​ DOD, ​รัฐบาล​, ​ภาคเอกชน​และ​ภาคการศึกษา​ ​จัดตั้งสถาบันที่​ ​ี่​เรียกว่า​ ADL (Advanced Distributed Learning, http://www.adlnet.org) ​เมื่อปี​ 1997 ​และ​ได้​ออกข้อกำ​หนดแรก​ใน​เวอร์ชั่น​ 1.0 ​เมื่อปี​ 2000 ​แต่​เวอร์ชั่นที่ประสบ​ความ​สำ​เร็จ​เป็น​ที่ยอมรับ​กัน​คือ​ ​ข้อกำ​หนด​ SCORM Version 1.2 ​ซึ่ง​ออกเมื่อเดือนตุลาคม​ ​ปี​ 2001

    ประ​โยชน์​จาก​ SCORM

    ประ ​โยชน์ที่​ได้​จาก​การประยุกต์​ใช้​มาตรฐานอี​เลิร์นนิ่ง​ ​โดย​เฉพาะการนำ​ข้อกำ​หนดของ​ SCORM ​มา​ใช้​ใน​หน่วยงาน​ ​ทำ​ให้​ระบบมี​ ​ประสิทธิภาพมากขึ้น​ ​ค่า​ใช้​จ่ายน้อยลง​ ​ลด​ความ​เสี่ยงของการลงทุน​ ​เพิ่มประสิทธิภาพ​ ​การเรียนรู้​ใน​ภาพรวม​ ​และ​ทำ​ให้​ผลตอบแทนการลงทุนดีขึ้น​ (ROI) ​ซึ่ง​จะ​ได้​แจกแจงรายละ​เอียดต่อไป

    * เพิ่มประสิทธิภาพ​และ​ลดค่า​ใช้​จ่าย​ SCORM ​ทำ​ให้​ธุรกิจ​และ​การพัฒนาระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น​ ​และ​คุ้มค่าต่อการลงทุน​ ​เพราะ​
    o นำ​เนื้อหามา​ใช้​ได้​ใหม่​ (Reuse Content) ​ทำ​ให้​การพัฒนา​เนื้อหารวด​เร็ว​ขึ้น​ ​โดย​เมื่อพัฒนาขึ้นเรื่องหนึ่ง​สามารถ​นำ​ไป​ใช้​กับ​ผู้​เรียน​ ​ที่ต่าง​กัน​ ​หรือ​วิชา​อื่นๆ​ ​ได้​ ​ทำ​ให้​ลดระยะ​เวลา​ใน​การพัฒนา​
    o เนื้อหา​สามารถ​ใช้​ร่วม​กัน​ระหว่างระบบ​ได้​ (Share Content) ​การ​ใช้​ข้อกำ​หนด​ SCORM ​ทำ​ให้​การ​ Integrate ​ระบบง่ายขึ้น​ทั้ง​ ​ใน​ปัจจุบัน​และ​ใน​อนาคต​ ​ช่วย​ป้อง​กัน​การลงทุน​ใน​โครงสร้างพื้นฐาน​ ​และ​ค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การ​เป็น​เจ้าของ​ (Cost of Ownership) ​ถูกลงบทเรียน​ ​ตามข้อกำ​หนด​ SCORM ​สามารถ​ใช้​ร่วม​กับ​ระบบที่​เข้า​กัน​ได้​ (Compliant) ​กับ​ SCORM ​ทั้ง​ใน​ปัจจุบัน​และ​อนาคต​
    o ลดค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การบำ​รุงรักษาบทเรียน​ (Content Maintenance) ​โดย​ที่องค์กร​สามารถ​ปรับปรุงเนื้อหาบทเรียน​ได้​เอง​ (in-house) ​สามารถ​เลือก​ใช้​เครื่องมือ​ได้​หลากหลาย​ ​โดย​ไม่​ติด​กับ​ซอฟต์​แวร์​ใดๆ​ ​หรือ​ผู้​ผลิตราย​ใด​ ​ก็ทำ​ให้​ค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การบำ​รุงรักษาบทเรียนขององค์กรถูกลง​
    o ทำ​ให้​การลงทุน​ใน​เทคโนโลยี​เกิดประ​โยชน์สูงสุด​ (Maximize Technology investment) ​เพราะ​จาก​เนื้อหาบทเรียน​ ​ใน​มาตรฐาน​ SCORM ​สามารถ​ใช้​งาน​ได้​ดี​กับ​ LMS ​ใดๆ​ ​ตามมาตรฐาน​ SCORM ​ด้วย​กัน​ ​ทำ​ให้​ผู้​ใช้​สามารถ​เลือกซื้อ​ทั้ง​ Content ​และ​ LMS ​จาก​ผู้​ผลิตราย​ใด​ก็​ได้​ที่​ได้​มาตรฐาน​
    o สามารถ​หลีกเลี่ยงซอฟต์​แวร์ที่​ใช้​สร้างเนื้อหาที่​เฉพาะ​เจาะจง​ (Proprietary Authoring Tools) ​เนื่อง​จาก​ Content ​ตามข้อ​ ​กำ​หนด​ SCORM ​เป็น​ Web based Content ​จึง​สามารถ​ใช้​ HTML tool ​ไปสร้าง​ Content ​ได้​ ​เป็น​การหลีกเลี่ยงการ​ใช้​ซอฟต์​แวร์​ ​เฉพาะ​เจาะจง​ใดๆ​ ​สร้าง​ Content
    o ฝึกหัด​ผู้​พัฒนา​ Content ​ได้​เร็ว​กว่า​ (Train developer faster) ​เนื่อง​จาก​ ​การนำ​ SCORM ​ไป​ใช้​เติบโตขึ้นอย่างรวด​เร็ว​ทำ​ให้​ ​ใน​อนาคตเรา​สามารถ​หา​ผู้​ผลิต​ ​ผู้​พัฒนา​ Content​ได้​โดย​ง่าย​ ​พร้อม​กับ​ใน​ ​ความ​รู้​ ​และ​ทักษะของ​ SCORM ​ก็​จะ​เผยแพร่ออกไปอย่าง​ ​กว้างขวางง่ายต่อการหาคู่มือ​ ​ตำ​รา​ ​และ​เอกสารการฝึกอบรม
    * ลด​ความ​เสี่ยงของการลงทุน​ ​โดย​วิสัยทัศน์ของ​ SCORM ​ได้​ถูกออกแบบมา​เพื่อลด​ความ​เสี่ยง​ใน​ทางธุรกิจ​และ​การพัฒนา​ ​เนื่อง​จาก​มันถูกออกแบบ​ให้​ Content ​มี​ความ​สามารถ​ทั้ง​ Portability, Durability ​และ​ Interoperability
    o ลงทุนสร้าง​ Courseware ​โดย​เทคโนโลยีมีอนาคต​ (Future-proof) ​เพราะ​ข้อดีของ​ Courseware ​ที่สร้างข้อกำ​หนด​ SCORM ​ไม่​ว่า​ผู้​ใด​สร้าง​ ​สร้าง​ให้​ใคร​ ​หรือ​สร้างเพื่อ​ใช้​กับ​แพลตฟอร์ม​ใด​ ​มัน​ต้อง​สามารถ​ใช้​งานร่วม​กับ​ระบบที่​อยู่​บนพื้นฐาน​ SCORM ​อย่าง​ไม่​มีปัญหา​ใดๆ​ ​ใน​อนาคต​
    o ลด​ความ​เสี่ยงอัน​เนื่อง​จาก​การขึ้น​อยู่​กับ​เครื่องมือ​หรือ​เทคโนโลยี​เฉพาะ​เจาะจง​ใดๆ​ (Technology Proprietary)
    o ลดค่า​ใช้​จ่าย​ใน​การเปลี่ยนระบบ​ ​เพราะ​การลงทุน​ใน​มาตรฐานเทคโนโลยี​เป็น​การ​ช่วย​ให้​มั่นใจว่า​ ​การเปลี่ยนระบบ​ใหม่​ทั้ง​ฮาร์ดแวร์​ ​์​และ​ซอฟต์​แวร์​ใน​อนาคต​จะ​ใช้​ค่า​ใช้​จ่ายต่ำ​ที่สุด​
    o ลด​ความ​เสี่ยง​ใน​การ​ใช้​เทคโนโลยีล้าสมัย​ (Obsolescence risk)
    * เพิ่มประสิทธิภาพของ​ผู้​เรียน​ ​เนื้อหา​ SCORM ​และ​ LMS ​ช่วย​ทำ​ให้​องค์กร​สามารถ​สร้างเนื้อหาที่มีประสิทธิภาพ​ใน​การเรียน​ ​โดย​ใช้​เทคนิค​ใหม่ๆ​ ​ใน​การออกแบบ​ ​เนื้อหา​และ​ความ​สามารถ​ของ​ LMS ​เช่น​ ​ระบบการติดตามผลการเรียน​ ​ระบบนำ​ส่งเนื้อหาที่​เหมาะสม​ ​การออกแบบเนื้อหา​เชิงวัตถุ​ ​ฯลฯ​
    o หลักสูตร​สามารถ​ปรับ​ให้​เหมาะสม​กับ​บุคลิกของ​ผู้​เรียน​ได้​
    o เพิ่ม​ความ​สามารถ​การ​ใช้​งานของ​ผู้​เรียน​
    o สามารถ​ใช้​ข้อมูลของผลการเรียนเพื่อเพิ่มแรงจูงใจแก่​ผู้​เรียน

    มาตรฐาน อี​เลิร์นนิ่งมี​ความ​จำ​เป็น​และ​เป็น​ที่ยอมรับ​ใน​ปัจจุบัน​ ​เนื่อง​จาก​ทำ​ให้​การ​ใช้​เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพมากขึ้นลดอัตรา​เสี่ยง​ ใน​ ​การลงทุน​และ​ยัง​ทำ​ให้​ผู้​เรียนมี​ความ​สะดวกสบายขึ้น​ ​ข้อกำ​หนด​ SCORM ​ถือว่า​เป็น​มาตรฐานทางอี​เลิร์นนิ่งที่นำ​มา​ใช้​แพร่หลายที่สุด​ ​ใน​ปัจจุบัน​

    SCORM ​คือมาตรฐานของเนื้อหา​และ​สภาพแวดล้อมสำ​หรับ​e-Learning ​เพื่อ​ให้​สามารถ​ใช้​เนื้อหาร่วม​กัน​ได้​ ​โดย​ผู้​กำ​หนด​ Specification ​คือ​ ADL (Advanced Distributed Learning) ​โดย​ใน​ส่วน​

    * Content Packaging ​ใช้​มาตรฐานของ​IMS
    * Metadata Dictionary​ใช้​มาตรฐานของ​ IEEE-LTSC
    * Data Model ​ใช้​มาตรฐานของ​ AICC
    * Content Structure ​ตัดมา​จาก​มาตรฐานของ​ AICC
    * Communication ​ใช้​มาตรฐานของ​ AICC
    * Sequencing ​ใช้​มาตรฐานของ​ IMS

    ผลงานที่สำ​คัญที่สุดของการกำ​หนดมาตรฐานอี​เลิร์นนิ่ง​ ​มี​ด้วย​กัน​ 3 ​เรื่อง​ ​คือ​

    * การกำ​หนดคำ​อธิบายข้อมูล​ ​ที่​ใช้​ใน​การสร้าง​ ​เนื้อหา​ ​เรา​เรียกว่า​ Metadata ​ใน​ปัจจุบัน​ IEEE ​ได้​ออกประกาศ​เป็น​มาตรฐาน​แล้ว​ ​เรียกว่า​ ​มาตรฐาน​ LOM (Learning Object Metadata) ​หรือ​ IEEE 1484.12.1 ​และ​ข้อกำ​หนดของ​ SCORM ​ก็​ได้​นำ​ LOM ​มา​ใช้​
    * การทำ​ Content packaging ​เพื่อ​ความ​สะดวก​ใน​การย้ายเนื้อหา​จาก​ระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบ​ ​เราอ้างอิง​ถึง​การทำ​ Packaging ​ตามข้อกำ​หนด​ IMS (EDUCAUSE Institutional Management System Project) ​และ​ SCORM ​ก็​ใช้​ข้อกำ​หนดนี้​เช่น​กัน​ใน​การทำ​แพ็คเกจ​และ​เรื่อง​
    * ข้อกำ​หนดของวิธีการติดต่อสื่อสาร​กัน​ระหว่าง​ Content ​กับ​ LMS ​ซึ่ง​ SCORM ​ได้​ปรับปรุงข้อกำ​หนดดังกล่าวมา​จาก​ข้อกำ​หนด​ ​ของ​ AICC (Aviation Industry CBT Committee) ​เห็น​ได้​ชัดว่า​ ​ข้อกำ​หนดของ​ SCORM ​นอก​จาก​จะ​เป็น​ข้อกำ​หนดที่ผ่านการทดสอบ​ ​ใน​เชิงปฏิบัติ​แล้ว​ ​ยัง​รวมเอาข้อกำ​หนดหลักๆ​ ​จาก​ข้อกำ​หนด​อื่น​เข้า​มาร่วม​กัน​ ​จึง​ทำ​ให้​ข้อกำ​หนด​ SCORM ​เป็น​ที่ยอมรับ​กัน​มากที่สุด​ทั้ง​ผู้​ผลิต​ ​และ​ผู้​ใช้​ระบบอี​เลิร์นนิ่ง

    คัดลอกมาจาก http://suwalaiporn.multiply.com/journal/item/20

Leave a Reply

 

 

 

You can use these HTML tags

<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>